วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
จริงหรือ?? สวยแก้หืด
เอื้องสายสี่ดอก สวยแก้หืดได้
กล้วยไม้ หลายชนิดนอกจากจะมีดอกสวยงามแล้ว บางพันธุ์ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรชั้นดีอีกด้วย ซึ่ง “เอื้องสายสี่ดอก” ก็จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวเช่นกัน เคยแนะนำในคอลัมน์ไปแล้ว แต่ยังมีผู้อ่านจำนวนมากให้ลงภาพของดอกให้ชัดเจนอีกซักครั้ง พร้อมข้อมูลด้วย จะได้ซื้อไปปลูกไม่ผิดอีก เพราะเคยซื้อไปปลูกแล้วมีดอกไม่เหมือนกับที่ลงในไทยรัฐ และเป็นจังหวะที่พบว่ามีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ กำลังมีดอกสวยงามมาก จึงถ่ายภาพ นำเรื่องสนองความต้องการของแฟนๆทันที
เอื้องสายสี่ดอก หรือ DENDROBIUM CUMULATUM LINDL. อยู่ในวงศ์ ORCHIDACEAE เป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่มีการเจริญทางด้านข้าง ได้แก่ กล้วยไม้ที่มีเหง้า ส่วนทอดเลื้อยหรือไหล เมื่อต้น
กล้วยไม้เอื้องสายสี่ดอก เจริญเต็มที่แล้วสามารถแตกต้นใหม่ หรือหน่อใหม่จากโคนกอ หรือตามข้อลำต้นได้ มีมากมายหลายสกุล เช่น สกุลหางแมงเงา สกุลสิงโต สกุลน้ำต้น สกุลกะเรกะร่อน สกุลหวาย สกุลเพชรหึง เป็นต้น และ”เอื้องสายสี่ดอก” ก็รวมอยู่ในกลุ่มเจริญทางด้านข้างตามที่กล่าวข้างต้นด้วย ลักษณะลำต้นหรือลำลูกกล้วยเป็น สายยาว ใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน
ดอก ออกเป็นช่อแบบกระจะ มี 2-5 ดอก ต่อช่อ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับ เป็นสีชมพูอมม่วง กลีบปากเป็นสีขาวครีม มีสัน 2 สัน ไม่ชัดเจน ฝาครอบเกสรตัวผู้สีเหลือง ดอกเมื่อบานเต็มที่กว้างประมาณ 1.5 ซม. เวลามีดอกหลายๆช่อและดอกบานพร้อมกันและช่อดอกห้อยลง จะดูเป็นสีชมพูหวานซึ้ง สวยงามน่ารักมาก ดอกออกช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี ขยายพันธุ์ด้วยวิธีแยกเหง้า หรือแยกหน่อ มีชื่อเรียกอีกคือ เทียนทอง เทียนพญาอินทร์ (ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก) พบขึ้นตามธรรมชาติมากที่สุดทางภาคเหนือในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ภาคตะวัน ออกที่ตราด ภาคใต้ที่ จ.สุราษฎร์ธานีและพังงา
ปัจจุบัน “เอื้องสายสี่ดอก” มีต้นขาย ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณวิรัช” หน้าธนาคารออมสิน ราคาสอบถามกันเอง นิยมปลูก 2 แบบ คือปลูกลงกระถางกล้วยไม้และปลูกให้ต้นเกาะซากไม้ขนาดใหญ่ หลังปลูกนำไปแขวนในที่แจ้ง มีลมพัดโกรกดี ตลอดวัน รดน้ำเช้าเย็น บำรุงปุ๋ยกล้วยไม้ ละลายน้ำฉีดพ่นสม่ำเสมออาทิตย์ละครั้ง จะทำให้ “เอื้องสายสี่ดอก” มีดอกดก สีสันของดอกเข้มข้นสวยงามเมื่อถึงฤดูกาล
สรรพคุณทางสมุนไพร ใช้ลำต้นครั้งละ 1 ต้น ตัดเป็นท่อน สั้นๆ ต้มกับน้ำจนเดือด ดื่มแทนน้ำชาทั้งวัน เป็นยาแก้หืดหอบดีมากค่ะ
นายเกษตร
โอ้....ดอกชมจันทร์
ดอกชมจันทร์ เป็นทั้งไม้ประดับและอาหาร
ดอกชมจันทร์ หรือ ดอกพระจันทร์ ในบางพื้นที่อาจเรียกว่าดอกบานดึก ที่มาของชื่อนี้คาดว่าเรียกตามช่วงเวลาการบานของดอก คือ ดอกจะบานในช่วงกลางคืนประมาณ 19.00-20.00 น. เป็นต้นไป
ดอกชมจันทร์ เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้ และแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง สามารถพบได้ทั้งในเขตอบอุ่นและเขตร้อนของอเมริกา ประเทศออสเตรเลีย และในกลุ่มประเทศเขตร้อนของทวีปเอเชีย พืชในสกุลนี้มีประมาณ 650 ชนิด ซึ่งมีมากที่สุดในวงศ์ หลายชนิดเป็นไม้ประดับที่รู้จักกันดีคือมอร์นิ่งกลอรี่หรือผักบุ้งฝรั่ง และบางชนิดสามารถรับประทานได้ ที่รู้จักกันดี เช่น ผักบุ้ง และมันเทศ เป็นต้น นอกจากนี้บางชนิดในต่างประเทศใช้เป็นยาสมุนไพร
ดอกชมจันทร์ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด อาจปลูกโดยการหยอดเมล็ดลงแปลงโดยตรง หรือเพาะเป็นต้นกล้า ก่อนเพาะนำเมล็ดมาแช่ด้วยน้ำนาน 12 ชั่วโมง เพื่อให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัว จะทำให้งอกได้เร็วขึ้น เนื่องจากเมล็ดดอกชมจันทร์มีเปลือกหุ้มเมล็ดที่แข็ง เมล็ดงอกใช้เวลาประมาณ 7-14 วัน เมื่อต้นกล้าอายุ 30 วัน สามารถปลูกลงแปลงได้ นอกจากการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดแล้วต้นดอกชมจันทร์ยังสามารถขยาย พันธุ์โดยการปักชำส่วนของลำต้น
ต้นดอกชมจันทร์สามารถขึ้นได้ในดินเกือบทุกชนิดที่มีความร่วนซุย พื้นที่ปลูกต้องระบายน้ำได้ดี เจริญเติบโตได้ในสภาพกลางแจ้งที่มีแสงแดด แปลงปลูกอาจจะยกแปลงขึ้นคล้ายกับแปลงผักทั่วไปเพื่อป้องกันน้ำขัง วิธีปลูกโดยขุดหลุมปลูกลึก 15-20 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 200-500 กรัมต่อหลุม จากนั้นจึงนำต้นกล้าลงปลูก ระยะปลูกที่ใช้คือ ระหว่างต้น 40-50 ซม. และระหว่างแถว 70-100 ซม. ในช่วง 1 เดือนแรก หลังปลูกควรมีการให้น้ำวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้าและตอนเย็น เมื่อต้นสามารถตั้งตัวได้แล้ว จึงให้น้ำวันละครั้ง เมื่อต้นดอกชมจันทร์เริ่มแตกยอดอ่อนควรมีการทำค้างเพื่อให้ต้นเลื้อยขึ้น โดยทำค้างคล้ายกับค้างถั่วฝักยาวหรือทำเป็นซุ้ม หลังปลูกประมาณ 2-3 เดือน ก็จะเริ่มออกดอก ต้นดอกชมจันทร์มีดอกสีขาวสวยงาม จะบานในเวลาตอนกลางคืน และมีกลิ่นหอม ในต่างประเทศ เช่น ในยุโรป และสหรัฐอเมริกาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ แต่บางพื้นที่ของประเทศไทย เช่น ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มมีการนำดอกมารับประทานเป็นอาหารโดยใช้ดอกตูมมาผัดกับน้ำมันหอย หรือลวกจิ้มกับน้ำพริก ผลจากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของดอกชมจันทร์ พบว่าเป็นผักที่มีไขมันต่ำมากและมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และยังประกอบด้วยวิตามินต่าง ๆ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินบี เป็นต้น ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ สถานีวิจัยลำตะคอง วว. เลขที่ 333 หมู่ 12 ถนนมิตรภาพ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 0-4439-0107, 0-4439-0150, 08-1999-4770 โทรสาร 0-443-90150 อีเมล : lamtakhong@tistr. or.th, momtree_k@tistr.or.th
เทคโนโลยีใหม่เจ๋ง..ค้นพบ"ยีน"ควบคุมความหอมในข้าว
นักวิจัย มก. เจ๋ง พบยีนความหอมในข้าว
ผลงานการค้นพบที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพันธุ์ข้าวดังกล่าวนี้ เป็นของ รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร และคณะวิจัยจากหน่วยปฏิบัติการค้นหาและใช้ประโยชน์ยีนข้าว ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รศ.ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร เผยว่า การวิจัยค้นหายีนความหอมของข้าวขาวดอกมะลิ เริ่มทำการทดลองในปี 2537 ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ขั้นตอนแรก การหาตำแหน่งยีนข้าวว่าอยู่โครโมโซมแท่งที่เท่าไร โดยใช้เวลาในการวิจัยประมาณ 4 ปี เพราะตำแหน่งที่อยู่ของยีนตัวนี้คือโครโมโซมแท่งที่ 8 มีอาณาเขตที่ยีนตัวนี้อยู่ที่ประมาณ 4.5 ล้านเบส ซึ่งก็กว้างมาก จากนั้นได้ดำเนินการต่อเนื่องอีก 3 ปี โดยร่วมกับนานาชาติในการถอดรหัสจีโนมของข้าวญี่ปุ่น ทำให้ได้ข้อมูลของสาธารณะเข้ามาในการวิจัย จึงลดขนาดพื้นที่การทำงานลงได้มาก
“เราได้แสดงให้เห็นว่าชิ้นส่วนของสารพันธุกรรม ซึ่งมีขนาดไม่กี่ร้อยเบสที่อยู่ในข้าวที่ไม่หอม เช่น ข้าวนิปปอนบาร์เลย์ หรือข้าวญี่ปุ่น ก็ผลิตสารหอมได้ปริมาณเท่ากับข้าวหอมมะลิ แต่รับประทานอร่อยไม่เหมือนกัน เป็นการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่า ชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมชิ้นนี้มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสารหอม เราก็มาศึกษาในองค์ความรู้ว่ามันทำอย่างไร มีปฏิกิริยาเคมีอย่างไร ขั้นตอนการผลิตอย่างไร”
รศ.ดร.อภิชาติ เผยต่อว่า การถอดรหัสพันธุกรรมของข้าวขาวดอกมะลิ 105 โดยพบยีนควบคุมความหอมในข้าวที่มีความโดดเด่น คือมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย หรือกลิ่นข้าวโพดคั่ว โดยสารที่ทำให้เกิดความหอมในต้นและเมล็ดข้าว เรียกว่า 2 AP หรือ CS 2 AP ซึ่งเป็นสารที่ยังไม่เคยมีผู้ใดค้นพบมาก่อน โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไทยชุดนี้ ได้ค้นพบยีนความหอมเป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2547 ซึ่งได้ยื่นจดสิทธิบัตรและได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสิทธิบัตร และเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา“การค้นพบยีนความหอมในข้าวนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะทำให้เข้าใจสิ่งที่เราไม่เข้าใจมาก่อนว่าทำไมปลูกข้าวในสภาพนี้ถึงไม่หอม เราประสบปัญหานี้มาตลอด การวิจัยครั้งนี้เราจะได้รู้ว่ายีนตัวนี้มันทำงานตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมที่เครียด เช่น อากาศเย็น ดินเค็มมาก ความแห้งแล้ง ยีนนี้ก็จะทำงานมากขึ้น ถ้าควบคุมการทำงานตรงนี้ได้ก็ทำให้ข้าวมีกลิ่นหอมมากขึ้น”
หัวหน้าทีมวิจัยคนเดิมยังระบุด้วยว่า เทคโนโยลีการควบคุมการทำงานของยีนควบคุมความหอม CS 2 AP นี้ สามารถนำไปใช้ปรับปรุงข้าวที่ปราศจากกลิ่นหอมสายพันธุ์อื่นๆ ได้ รวมถึงสามารถนำยีนตัวนี้ไปใช้ผลิตสารหอมกับพืชอื่นๆ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และมีกลไกการทำงานของยีนที่คล้ายคลึงกันกับข้าวได้ เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด และมะพร้าว เป็นต้น การค้นพบนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้มีการพัฒนาข้าวหอมแปลงพันธุ์ (Genetically Modified Organism) ขึ้นอีก ซึ่งจะช่วยให้ข้าวหอมไทยสามารถดำรงพันธุ์อยู่ได้อีกยาวนาน
ความสำเร็จในการวิจัยของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสวทช.ในครั้งนี้ จึงนับเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการวิจัยด้านข้าวของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับโลกและส่งเสริมให้เกิดการวิจัยที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป
July 28th, 2009
ยางพารา..มีความสำคัญต่อไทยไฉน!!
ยางพารา เป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย มีมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้อง กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน หากได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะส่งผลดีต่อประเทศ และเกษตรกร ชาวสวนยาง อย่างมหาศาล ซึ่งหากพิจารณาด้านต่างๆแล้ว ยางพารายังเป็น พืชเศรษฐกิจ ชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็น ในการ ส่งเสริมอาชีพ และมีโอกาสในการพัฒนา ดังนี้
1. ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
ยางพารามีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ 3 ด้าน คือ
1.1 ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากยางพาราเป็นพืชที่ทำรายได้ให้ประเทศจำนวนมาก กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2543 มีมูลค่ารวม 134,143 ล้านบาท เฉพาะการส่งออกยางซึ่งเป็นวัตถุดิบ 60,743 ล้านบาท เป็นสินค้าที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของการส่งออก
1.2 การกระจายรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางที่มีอาชีพทำสวนยางพารามีกว่า 6 ล้านคนทั่วประเทศ ยางพารา จึงเป็นพืชที่ทำให้ทีการกระจายรายได้ให้เกษตรกร เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1.3 เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาจากสถิติยางพาราตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 ซึ่งผลผลิตเฉลี่ย 60 กก./ไร่/ปี เมื่อมีการปลูกทดแทนด้วยยางพันธุ์ดีจนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2543 ผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 268 กก./ไร่/ปี เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว ในช่วง 35 ปี ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้จากการทำสวนยางเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นพืชที่ปลูกแล้ว มีรายได้สม่ำเสมอเกือบตลอดทั้งปี ราคาผันผวน ไม่มากนักจึงสร้างรายได ้ที่แน่นอน ให้แก่เกษตรกร ผู้ปลูกยางมากกว่าปลูกพืชชนิดอื่นๆ
ยางพารามีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ 3 ด้าน คือ
1.1 ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากยางพาราเป็นพืชที่ทำรายได้ให้ประเทศจำนวนมาก กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2543 มีมูลค่ารวม 134,143 ล้านบาท เฉพาะการส่งออกยางซึ่งเป็นวัตถุดิบ 60,743 ล้านบาท เป็นสินค้าที่อยู่ใน 10 อันดับแรกของการส่งออก
1.2 การกระจายรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางที่มีอาชีพทำสวนยางพารามีกว่า 6 ล้านคนทั่วประเทศ ยางพารา จึงเป็นพืชที่ทำให้ทีการกระจายรายได้ให้เกษตรกร เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1.3 เกษตรกรมีรายได้แน่นอนและเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาจากสถิติยางพาราตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 ซึ่งผลผลิตเฉลี่ย 60 กก./ไร่/ปี เมื่อมีการปลูกทดแทนด้วยยางพันธุ์ดีจนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2543 ผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 268 กก./ไร่/ปี เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัว ในช่วง 35 ปี ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้จากการทำสวนยางเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นพืชที่ปลูกแล้ว มีรายได้สม่ำเสมอเกือบตลอดทั้งปี ราคาผันผวน ไม่มากนักจึงสร้างรายได ้ที่แน่นอน ให้แก่เกษตรกร ผู้ปลูกยางมากกว่าปลูกพืชชนิดอื่นๆ
2. ความสำคัญทางสังคม
ยางพาราเป็นพืชที่ทำให้เกิดการสร้างงานในชนบทหลากหลายมากขึ้น ทำให้มีการใช้แรงงาน ในครัวเรือน อย่างมีประสิทธิภาพตลอดปี จึงสามารถตรึงแรงงาน ให้อยู่ในพื้นที่ได้ ลดการเคลื่อนย้าย แรงงานจากชนบทสู่เมือง ทำให้สังคม ครอบครัวอบอุ่น จากการประเมินของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่า เมื่อมีการปลูกยาง ในภาคตะวันออกเฉลียงเหนือ สามารถลดการเคลื่อนย้าย แรงงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากร้อยละ 41 เป็นร้อยละ 28
3. การรักษาสภาพแวดล้อม
ยางพาราเป็นพืชที่ทีอายุมากกว่า 20 ปี มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศมากกว่า 12.3 ล้านไร่ กระจายอยู่ทุกจังหวัดในภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยางพาราจึงเป็นพืชทดแทนป่าไม้ ที่ลดจำนวนลง เป็นการเพิ่มพื้นที่ สีเขียวของประเทศ ให้มีมากขึ้น อีกทั้งภายใน สวนยางยังมีพืชอื่นๆ สามารถปลูกร่วมยางได้ จึงทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวีภาพมากขึ้น เป็นที่อาศัยของสัตว์ต่างๆตามธรรมชาติ
4. อุตสาหกรรมไม้ยางพารา
เป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตของประเทศไทย เนื่องจากประเทศ ต่างเกือบทั่วโลก มีการปิดป่าทำให้เกิด การขาดแคลน ไม่ในการบริโภค ไม้ยางพารา จึงเป็นที่ต้องการมากขึ้น นอกจากทำรายได้ให้เกษตรกร ชาวสวนยางอีกทางหนึ่งแล้ว ยังทำให้เกิดราย ได้เข้าประเทศมากขึ้น จากการส่งออก ผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพารา และมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี ในปี พ.ศ. 2541 ประเทศไทยส่งออกไม้ยางพาราคิดเป็นมูลค่า 22,289 ล้านบาท ปี พ.ศ. 2543 เพิ่มขึ้นเป็น 31,374 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 415. อุตสาหกรรมยางพารา
ผลผลิตของยางพารายังสามารถพัฒนาต่อไปได้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยางใช้กับชีวิตประจำวันของคนทั่วโลก เช่น ยางรถยนต์ เครื่องมือแพทย์ เป็นต้น หากมีการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น เขื่อนยาง ใช้ยางพาราทำถนน เป็นต้น จะทำให้มีการ ใช้ยางมากขึ้น และหากมีการสนับสนุน ให้มีการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น จะทำให้รายได้จากยาง ที่เป็นมูลค่ามากขึ้นด้วยจากการนำเสนอโอกาส ในการพัฒนาของประเทศไทย ที่ได้เกล่ามาแล้ว จะเห็นได้ว่า ยางพารา มีความสำคัญ กับประเทศ หลายด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม การรักษาสภาพแวดล้อม และช่องทางในการ นำยางพาราซึ่งส่งออกต่างประเทศ ในลักษณะวัตถุดิบ มาพัฒนาในการทำผลิตภัณฑ์ยาง ในประเทศให้มีจำนวนและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น
ที่มา : http://www.rubber.co.th/knowledge_1m.html
แอนดี้ ออกซิแดนท์ (Antioxidant) คืออะไร??
แอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) เป็นสารอาหารที่สามารถพบได้ในธรรมชาติ เช่น ในผัก ผลไม้ และมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (Free Radical)
อนุมูลอิสระเป็นส่วนของโมเลกุลซึ่งมีพลัง- งานสูงและชอบที่จะไปจับคู่ ซึ่งการหาคู่นี้ทำให้เกิดการทำลายอย่างมากมาย ตัวอย่างเช่น เมื่อหั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้น แล้วใส่จานทิ้งไว้บนโต๊ะ โดยไม่มีอะไรปิดสักครู่ เนื้อแอปเปิ้ลก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลหรือถ้าวางแท่นเหล็กไว้กลางฝนก็จะมีสนิมเกิดขึ้นเหล่านี้เกิดจากการทำลายของอนุมูลอิสระนั้นเองที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสของเนื้อแอปเปิ้ล และทำให้เหล็กเป็นสนิม และยังทำอันตรายให้แก่ ร่างกายของเรา ได้อีก ด้วยอนุมูลอิสระมาจากไหนและมีผลทำลายอะไรบ้างโดยปกติอนุมูลอิสระจะเกิดขึ้นตลอดเวลาในร่างกายจากการหายใจจากขบวนการเผาผลาญภายในร่างกาย ซึ่งเราเรียกว่า ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) จากความเครียดหรือจากสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ ไอเสียของรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม สารกันบูดในอาหาร จากยาบางชนิดและรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตในแสงแดด
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถกระตุ้นก่อให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นที่บริเวณผิวหนัง และทำปฏิกิริยาต่อเซลล์ข้างเคียง ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพหรือตายเร็วกว่าปกติ จึงทำให้แก่ก่อนวัย ถ้ามีอนุมูลอิสระมากจะก่อให้เกิดโรคแห่งความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ และต้อกระจกเป็นต้นนอกจากนี้ยังพบว่าคนที่สูบบุหรี่ตากแดดเป็นประจำ และมีความเครียดจะแก่เร็วกว่าวัย
ปัจจัยอะไรบ้างที่เร่งการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย 1. การสูบบุหรี่, การดื่มเหล้า และชา กาแฟ
2. การรับประทานอาหารไหม้เกรียม
3. ความเครียด
4. การตากแดดเป็นประจำ
5. มลภาวะ เช่น การได้รับสารปรอท ตะกั่วจากไอเสียรถยนต์ ยาฆ่าแมลง สารกันบูด
เราสามารถป้องกันตัวเองจากอนุมูลอิสระจากการศึกษาพบว่าอนุมูลอิสระบางชนิดนั้นไม่เป็นอันตรายและเซลล์เม็ดเลือดขาวใช้อนุมูลอิสระเหล่านี้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเซลล์มะเร็ง แต่ถ้ามีอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการมาก ร่างกายของเราจะผลิตเอน์ไซมบางชนิดซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์เอนไซม์เพื่อป้องกันอนุมูลอิสระ แต่อย่างไรก็ตามพบว่าถึงแม้จะมีการสร้างแอนตี้ออกซิแดนท์ - แอนไซม์ขึ้นก็ไม่เพียงพอ ร่างกายยังต้องการแอนตี้ออกซิแดนท์ซึ่งได้แก่ วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอีไบโอฟลาโวนอยด์ และ เกลือแร่เช่น ซีลีเนียม แมงกานีส ทองแดง สังกะสี และโมลิบดินัมอีกด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์มีอะไรบ้างสารอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่มของ แอนตี้ออกซิแดนท์ มีดังนี้
1. วิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน (Vitamin A and Beta Carotene)
2. วิตามินซี และไบโอฟลาวานอยด์ (Vitamin C and Bioflavanoids)
3. วิตามินอี (Vitamin E)
4. ซีลีเนียม (Selenium)
5. สารประกอบอื่น ๆ เช่น โคเอนไซม์คิวสิบ ซีสเตอีน เมลาโทนิน เป็นต้น แอนตี้ออกซิแดนท์ อาจใช้สัญลักษณ์ "ACES" ซึ่ง A-C-E ก็เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ประกอบด้วย วิตามินเอในรูปเบต้าแคโรทีน วิตามีนซี และวิตามินอี แอนตี้ ออกซิแดนท์ กับการป้องกันและรักษาโรคทุก ๆ วัน เซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะถูกทำลายจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ซึ่งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่สามารถก่อให้เกิดพยาธิสภาพของเนื้อเยื่อ และอวัยวะได้เพราะอนุมูลอิสระเหล่านี้สามารถทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วกับสารประกอบของเซลล์ร่างกายได้แก่ กรดนิวคลีอิก โปรตีนกรดอะมิโนอิสระ ไขมันคาร์โบไฮเดรต เป็นต้น ทำให้กลไกต่าง ๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติอนุมูลอิสระเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดโรคและความชรา ฉะนั้นเพื่อป้องกันอันตรายจากสารประเภทนี้ จึงมีการทดลองใช้ วิตามินเพื่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น เพื่อชะลอความชราและเพื่อลดความเสี่ยงต่อ โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ และมะเร็ง เป็นต้น บทบาทของแอนตี้ ออกซิแดนท์ ต่อโรคมะเร็งขบวนการออกซิเดชั่นสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งและกระตุ้นให้เนื้องอกโตขึ้นได้นอกจากนี้ยังมีผู้ศึกษาพบว่า อนุมูลอิสระอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากอนุมูลอิสระเป็นสาเหตทำให้เซลล์กลายพันธุ์ และกระตุ้นให้เซลล์มีการแบ่งตัวมากขึ้น จากการศึกษาพบว่า A-C-E ซึ่งเป็น แอนตี้ออกซิแดนท์สามารถช่วยยับยั้งหรือลด -อัตราการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิดได้
2. การรับประทานอาหารไหม้เกรียม
3. ความเครียด
4. การตากแดดเป็นประจำ
5. มลภาวะ เช่น การได้รับสารปรอท ตะกั่วจากไอเสียรถยนต์ ยาฆ่าแมลง สารกันบูด
เราสามารถป้องกันตัวเองจากอนุมูลอิสระจากการศึกษาพบว่าอนุมูลอิสระบางชนิดนั้นไม่เป็นอันตรายและเซลล์เม็ดเลือดขาวใช้อนุมูลอิสระเหล่านี้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเซลล์มะเร็ง แต่ถ้ามีอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการมาก ร่างกายของเราจะผลิตเอน์ไซมบางชนิดซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์เอนไซม์เพื่อป้องกันอนุมูลอิสระ แต่อย่างไรก็ตามพบว่าถึงแม้จะมีการสร้างแอนตี้ออกซิแดนท์ - แอนไซม์ขึ้นก็ไม่เพียงพอ ร่างกายยังต้องการแอนตี้ออกซิแดนท์ซึ่งได้แก่ วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอีไบโอฟลาโวนอยด์ และ เกลือแร่เช่น ซีลีเนียม แมงกานีส ทองแดง สังกะสี และโมลิบดินัมอีกด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์มีอะไรบ้างสารอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่มของ แอนตี้ออกซิแดนท์ มีดังนี้
1. วิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน (Vitamin A and Beta Carotene)
2. วิตามินซี และไบโอฟลาวานอยด์ (Vitamin C and Bioflavanoids)
3. วิตามินอี (Vitamin E)
4. ซีลีเนียม (Selenium)
5. สารประกอบอื่น ๆ เช่น โคเอนไซม์คิวสิบ ซีสเตอีน เมลาโทนิน เป็นต้น แอนตี้ออกซิแดนท์ อาจใช้สัญลักษณ์ "ACES" ซึ่ง A-C-E ก็เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ประกอบด้วย วิตามินเอในรูปเบต้าแคโรทีน วิตามีนซี และวิตามินอี แอนตี้ ออกซิแดนท์ กับการป้องกันและรักษาโรคทุก ๆ วัน เซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะถูกทำลายจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ซึ่งก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่สามารถก่อให้เกิดพยาธิสภาพของเนื้อเยื่อ และอวัยวะได้เพราะอนุมูลอิสระเหล่านี้สามารถทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วกับสารประกอบของเซลล์ร่างกายได้แก่ กรดนิวคลีอิก โปรตีนกรดอะมิโนอิสระ ไขมันคาร์โบไฮเดรต เป็นต้น ทำให้กลไกต่าง ๆ ในร่างกายทำงานผิดปกติอนุมูลอิสระเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดโรคและความชรา ฉะนั้นเพื่อป้องกันอันตรายจากสารประเภทนี้ จึงมีการทดลองใช้ วิตามินเพื่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น เพื่อชะลอความชราและเพื่อลดความเสี่ยงต่อ โรคหลอดเลือด โรคหัวใจ และมะเร็ง เป็นต้น บทบาทของแอนตี้ ออกซิแดนท์ ต่อโรคมะเร็งขบวนการออกซิเดชั่นสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งและกระตุ้นให้เนื้องอกโตขึ้นได้นอกจากนี้ยังมีผู้ศึกษาพบว่า อนุมูลอิสระอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากอนุมูลอิสระเป็นสาเหตทำให้เซลล์กลายพันธุ์ และกระตุ้นให้เซลล์มีการแบ่งตัวมากขึ้น จากการศึกษาพบว่า A-C-E ซึ่งเป็น แอนตี้ออกซิแดนท์สามารถช่วยยับยั้งหรือลด -อัตราการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิดได้
เนื่องจาก A-C-E สามารถทำลายอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ทำลายสารก่อมะเร็งได้ บทบาทของแอนตี้ ออกซิแดนท์ ต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดปัจจุบันพบว่า โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประชากรโลก ซึ่งจากการศึกษาเชื่อกันว่าอนุมูลอิสระสามารถทำปฏิกิริยากับไขมันในร่างกาย ซึ่งมีอยู่ในรูปของไลโปโปรตีนชนิด LDL (Low Density Lipoprotein ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดี) ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) และโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้จากการศึกษาพบว่า A-C-Eสามารถลดอุบัติการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดย A-C-E สามารถที่จะยับยั้งการรวมตัวกับออกซิเจนของ LDL ได้ ทำให้ LDL ไม่สามารถจับตัวกับอนุมูลอิสระได้ นอกจากนี้ A-C-E ยังมีผลทำให้ HDL (High Density Lipoprotein ซึ่งเป็นไขมันดี) สูงขึ้นได้ จึงลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้ บทบาทของแอนตี้ ออกซิแดนท์ ต่อการเสื่อมของเซลล์ (ความชรา) จากรายงานพบว่า A-C-E สามารถป้องกันโรคและมีความสัมพันธ์กับความชรา เพราะ A-C-E ซึ่งเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์มี คุณสมบัติบางประการที่สามารถป้องกันผนังเซลล์มิให้ทำปฏิกิริยารวมตัวกับออกซิเจนจนเกิดการถูกทำลายได้ ทำให้ไม่เกิดอนุมูลอิสระซึ่งมีผลทำให้สามารถชะลอความเสื่อมและความชราได้
ที่มา: กระทรวงสาธารณสุข
ผิวกระจ่างใส...ด้วยพลัง"ผัก-ผลไม้"
มลภาวะ ฝุ่นควัน แสงแดด และความเครียด เป็นศัตรูตัวร้ายของผิวพรรณที่คอยบ่อนทำลายผิวสวย แก้มใสของคุณให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ ไม่พิสุทธิ์ใสอย่างวัยแรกสาว
คุณไม่ต้องวิตกกังวใจจนถึงขั้นซื้อหยูกซื้อยารักษาสิวฝ้า มาร์คหน้า พอกหน้าด้วยสารพัดเครื่องสำอางราคาแพงลิบลิ่ว ก่อนสิ่งอื่นใดคุณน่าจะลองมองหาวิธีการแก้ไขในเบื้องต้นที่จะช่วยบำบัดผิวให้กลับมากระจ่างใส ด้วยพืชผักผลไม้ที่เรียกได้ว่าเป็นยาอายุวัฒนะ แถมยังหาง่ายมีใกล้ๆตัวค่ะ คืนความสดใสแก้ไขผิวอ่อนล้าไม่สดใส
ผิวแห้งเหี่ยวย่นขาดความนุ่มชุ่มชื่นลองใช้แตงกวาสดๆล้างน้ำให้สะอาด นำไปสับหรือปั่น คั้นเอาแต่น้ำ นำมาทาบางๆให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออก ผิวหน้าของคุณจะสดใสมีชีวิตชีวา สามารถช่วยคืนความสดชื่นให้กับผิวหน้าได้อย่างรวดเร็ว เหมาะกับผิวหน้าที่อ่อนล้าและทรุดโทรม หรือจะใช้ชาซึ่งในใบชามีสารบางชนิดเป็นยาฝาดประสานอยู่ ช่วยเคลือบผิวที่บอบช้ำให้กลับคืนสู่สภาพปกติ โดยนำใบชาที่ต้มแล้วบรรจุลงบนถุงผ้าสะอาดบางๆ ขนาดเล็ก แล้ววางบนใบหน้าหรือบริเวณรอบดวงตา ช่วยให้ผิวหน้าและผิวรอบดวงตาชุ่มชื่นสดใสได้อีกครั้ง คืนผิวสวยเนียนใส ไร้รอยด่างดำ
ผิวหน้ามากด้วยสิว ฝ้า ริ้วรอย จุดด่างดำ ไม่ขาวนวลกระจ่างใส แนะนำให้ใช้น้ำผึ้งแท้ๆ และมะขามเปียก นำมาผสมกันในอัตราส่วนที่เข้มข้นทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วล้างออกจะช่วยให้ผิวหน้าคุณนวลเนียนผ่องใส ไม่หมองคล้ำ ดูเกลี้ยงเกลามากยิ่งขึ้นค่ะ หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำ 1:1 มาให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้สักครู่ แล้วล้างออก ทำวันละ 1 ครั้ง เพื่อสิว ฝ้า จุดด่างดำค่อยๆเลือนหาย แล้วผิวยังนุ่มนวลอีกด้วยค่ะ
ให้ผิวสวยยิ่งสวยเปล่งปลั่ง
ให้ผิวสวยยิ่งสวยเปล่งปลั่ง
บำรุงผิวสาวให้ยิ่งสดใส ด้วยผลอโวคาโด ซึ่งเป็นผลไม้ของฝรั่ง เปลือกสีเขียว ผิวมีลักษณะขรุขระ ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน เอ บี ซี ดี และอี โดยก่อนที่คุณจะเข้านอนให้นำผลอโวคาโดประมาณ 1/2 ของผล มาบดหรือปั่นให้ละเอียดจนเหมือนเนยเหลว แล้วนำไปแช่ตู้เย็นไว้สักครู่ แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วค่อยล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณยิ่งเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น น่าสัมผัสค่ะ หรือใช้มะเขือเทศสุกสดๆมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกที่ผิว ซึ่งในน้ำมะเขือเทศสุกมีสารที่ช่วยในการขจัดเชื้อแบคทีเรียตามรูขุมขน ช่วยให้ผิวสดใสยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสมานผิวให้นุ่มชุ่มชื่น เต่งตึงมีน้ำมีนวล
สมานผิวให้นุ่มชุ่มชื่น ด้วยวุ้นจากว่านหางจระเข้ โดยใช้วุ้นที่ตัดออกมาใหม่ๆจากต้น ล้างยางสีเหลืองออกให้สะอาด แล้วนำวุ้นมาตีปั่นให้ละเอียดก่อนนำมาพอกที่ผิว จะช่วยบำรุงให้ผิวนุ่มมีสุขภาพดี อีกทั้งยังช่วยสมานแผลได้อีกด้วยค่ะ
แต่ถ้าหากผิวหน้าของคุณมีสิวฝ้ามาก ทั้งสิวอักเสบ รอยแผลเป็น จุดด่างดำ ฝ้าลึก กระที่เกิดขึ้นมากจนไม่สามารถจะใช้ธรรมชาติบำบัดผิวได้ การไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจรักษา ก็คงจะเป็นการดีกว่าที่ไปหาซื้อยาหรือเครื่องสำอางที่เราก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่ามีมาตรฐาน และความปลอดภัยจริงไหมคะ
แต่ถ้าหากผิวหน้าของคุณมีสิวฝ้ามาก ทั้งสิวอักเสบ รอยแผลเป็น จุดด่างดำ ฝ้าลึก กระที่เกิดขึ้นมากจนไม่สามารถจะใช้ธรรมชาติบำบัดผิวได้ การไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจรักษา ก็คงจะเป็นการดีกว่าที่ไปหาซื้อยาหรือเครื่องสำอางที่เราก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่ามีมาตรฐาน และความปลอดภัยจริงไหมคะ
ที่มา: http://www.siamdara.com/VarietyK/00011859.html
บล็อคโคลี่...มีประโยชน์อย่างไร??
บร็อคโคลี่ สรรพคุณ และ ประโยชน์บร็อคโคลี่อีกหนึ่งผักสีเขียวที่มีสรรพคุณและประโยชน์นานา ๆ เลยทีเดียวค่ะ ใครที่ไม่ชอบทาน บร็อคโคลี่ คงต้องมาดูข้อมูล บร็อคโคลี่ สรรพคุณและประโยชน์กันแล้วล่ะค่ะว่า เจ้าผักบร็อคโคลี่เนี่ยจะให้ประโยชน์อะไรแก่ร่างกายของเราได้บ้าง แต่ขอบอกเลยค่ะว่า ถ้าคุณ ๆ ได้อ่านยิ่งโดยสาว ๆ ด้วยแล้วได้รู้ สรรพคุณของบร็อคโคลี่ และ ประโยชน์ของบร็อคโคลี่ แล้ว รับรองว่าคุณจะต้องชอบทาน บร็อคโคลี่ กันทุกวันอย่างแน่นอนเลยค่ะ นั้นเรามาดูสรรพคุณและประโยชน์ของบร็อคโคลี่กันเลยดีกว่าค่ะ
สรรพคุณ / ประโยชน์ บร็อคโคลี่
ใครที่ไม่ชอบกินบร็อคโคลี่ฟังทางนี้ ในบร็อคโคลี่มีสารที่เรียกว่า ซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ซึ่งเป็นสารป้องกันโรคมะเร็ง บร็อคโคลี่ 1 ถ้วยตวง ให้วิตามินซีมากถึง 13% ของปริมาณวิตามินซีที่เราควรรับประมทานต่อวันและบร็อคโคลี่ก็อุดมไปด้วยเบต้า-แคโรทีน นอกจากจะเป็นแหล่งวิตามินเอทีสำคัญ บร็อคโคลี่ ยังมีธาตุซีลีเนียมที่มีสรรพคุณช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนังอีกด้วย ดังนั้น การรับประทานบร็อกโคลี่เป็นประจำจะช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่นง่ายดูอ่อนกว่าวัยเป็นหนุ่มสาวอยู่ตลอดเวลา
- ช่วยป้องกันมะเร็ง
- อุดมด้วยวิตามินซี สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายและยังช่วยให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรงอีกด้วย
- ประกอบด้วยสาร glutathione ซึ่งช่วยลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดไขข้ออักเสบ เบาหวาน และโรคหัวใจ และนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ลดระดับคลอเลสเตอรอล และช่วยลดความดันโลหิตสูง
- ป้องกันการเกิดต้อกระจก เนื่องจากบร็อคโคลี่จะมีสารเบต้าแคโรทีนสูงโดยเฉพาะสาร lutein
- ขนาดรับประทาน บร็อคโคลี่ 1/2 ถ้วย ต่อสัปดาห์ ก็จะดีต่อสุขภาพของคุณแล้วละค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.hospital.moph.go.th ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต
กล้วยกับเศรษฐกิจไทย
กล้วยเป็นพืชที่ขึ้นง่ายโตเร็วดูแลรักษาไม่ยากนักแต่ประโยชนที่ได้รับจากทุกส่วนของกล้วย ล้วนมีคุณค่ามหาศาล จึงน่าจะเป็นพืชชนิดหนึ่งที่คนไทยทุกคนควรหันมาจับตามองและให้ความสำคัญ อย่างจริงจังไม่เพียงแต่ปลูกกล้วยไว้เป็นอาหาร เพื่อเป็นร่มเงาหรือปล่อยให้แตกหน่ออย่างตามมีตามเกิด เท่านั้นแต่น่าจะมองในแง่คุณค่าทางเศรษฐกิจที่จะช่วยพัฒนาชีวิตของครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ โดยส่วนรวม
ตัวอย่างต่อไปนี้อาจเป็นแนวคิดที่จะสร้างเศรษฐกิจจาก " กล้วย "ได้บ้าง ปลูกกล้วยเป็นพืชหลักอย่างหนึ่งในการทำเกษตรกรรมแบบไร่นาสวนผสมสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ ไม่มากนักเช่น ขุดบ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ขุดคันร่องรอบพื้นที่ที่บนคันร่องปลูกกล้วยสลับกับพืชเศรษฐกิจ อื่น ๆ ที่สามารถหมุนเวียนเก็บขายเป็นรายได้ตลอดปี
ปลูกกล้วยเป็นพืชเป็นพืชแซมพืชชนิดอื่น ที่มีอายุยาวนานกว่าเช่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ ลิ้นจี่ ลางสาด ลำใย ฯลฯ เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่พืชชนิดอื่นและสามารถนำมาจำหน่ายหรือแปรรูป ออกมาจำหน่ายในระหว่างที่พืชอื่นยังไม่ถึงเวลาออกลูกออกผล
ปลูกกล้วยชนิดเดียวเพื่อเน้นการจำหน่ายผลและผลผลิตจากกล้วย เช่น
- การปลูกกล้วยไข่ ในจังหวัดกำแพงเพชร
- การปลูกกล้วยหอม เพื่อการส่งออกในบางจังหวัด เช่น พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง เป็นต้น
- การปลูกกล้วยชนิดต่าง ๆ เพื่อการจำหน่ายและการอุตสาหกรรม เช่น ในจังหวัดเพชรบุรี
ปลูกกล้วยในบริเวณบ้านเพื่อให้ร่มเงา บรรยากาศสดชื่นหรือปลูกไว้รับประทานหรือจำหน่าย ปลูกกล้วยเป็นไม้ประดับเช่น การปลูกกล้วยกระถาง ปลูกกล้วยบอนไซ ปลูกกล้วยเป็นอาชีพอิสระ เพื่อการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียนโดยใช้พื้นที่ใน การปลูกทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน คนไทยเราส่วนใหญ่มักจะคิดว่าข้าวเท่านั้นที่เป็นอาหารหลักทั้งๆ ที่มีอาหารอื่นทั้งที่หาได้ไม่ยาก และมีคุณค่าทางอาหารมากมายไม่แพ้ข้าว เช่น กล้วยเป็นต้นซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารแล้วยังให้ ประโยชน์ด้านอื่นอีกมากมาย เราได้แต่ฝันว่า สักวันหนึ่งคนไทยจะหันมาให้ความสำคัญกับกล้วยมากกว่านี้และเมื่อนั้นกล้วยจะกลายเป็น พืชเศรษฐกิจอันดับต้น ๆของไทยทีเดียว
กล้วยเป็นอาหาร
จะผิดไหมนะ ถ้าพูดว่า "คนไทยทุกคนรู้จักกล้วย" หรือ "คนไทยทุกคนเคยกินกล้วย"คิดว่าคงไม่ผิด นัก อย่างมากก็ถูกไม่หมด
กล้วยที่พูดถึงอยู่นี้ หมายถึง พืชชนิดหนึ่ง จำพวกต้นเป็นกาบหุ้มแก่น ซึ่งเรียกว่า หยวกใบแบนยาว ดอกเป็นปลี รูปยาวเป็นวง เป็นพืชที่เราได้รับประโยชน์จากแทบทุกส่วนของมัน ไม่ว่าจะเป็น ต้น กาบ ก้าน ใบ ปลี ผล และแม้กระทั่งยางกล้วย จะเว้นอยู่ก็แต่ ราก และเหง้าเท่านั้น
คน นอกจากกินทุกส่วนของกล้วยเป็นอาหารเช่นเดียวกับช้างแล้ว คนยังนำส่วนต่าง ๆ ของกล้วย มาใช้ ประโยชน์ต่าง ๆ อีกมากมาย
ต้นกล้วย หรือหยวกกล้วย หรือกาบกล้วย ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น แกงกะทิ แกงเลียง แกงป่า ผัดเผ็ด ห่อหมก เป็นต้น
ก้านกล้วย เมื่อปลอกเปลือกนอกที่แข็งและเหนียวออกแล้ว จะได้ไส้ในที่อ่อนนุ่มเป็นรูพรุนดั่งฟองน้ำ มีรสหวานนิด ๆ นำไปหั่นละเอียดใส่เป็นส่วนผสมของอาหารจำพวก ลาบ ลู่ ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณ และรสชาติ ได้เป็นอย่างดี
ใบกล้วย หมายถึง ใบอ่อน ส่วนที่ฝังอยู่ใจกลางลำต้นกินสด ๆ หรืออาจจะลวกให้นิ่ม จิ้มน้ำพริกกิน กับข้าวอร่อยดีนัก
ปลีกล้วย หลายท้องถิ่นนำมาจิ้มน้ำพริกกินกับข้าว ทั้งในรูปผักสด และผักต้ม บางถิ่นนำมาหั่น ให้ฝอย เป็นผักเคียงกินกับขนมจีน หรือหมี่กะทิ ในขณะที่หลายท้องถิ่นนำไปประกอบอาหาร ประเภทยำ และประเภทต่าง ๆ
ผลกล้วยดิบ เรานำกล้วยดิบไปประกอบอาหาร ทั้งอาหารคาว และหวาน อาหารคาว เช่น กล้วยลูกอ่อนต้ม เป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ดองเป็นผักจิ้ม ทำส้มตำกล้วย ทำแกงเผ็ด เครื่องเคียงแหนมเนือง เป็นต้น อาหารหวาน เช่น กล้วยลูกโตพอสมควรนำมาต้มแล้วปลอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นโรยมะพร้าวขูด และน้ำตาล หรือนำมาฝานบาง ๆ ทำเป็นกล้วยฉาบ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นกล้วยที่ห่ามแล้วก็นำไปทำกล้วยปิ้ง กล้วยเผา กล้วยทับ ฯลฯ
ผลกล้วยสุก นอกจากเรากินกล้วยสุกในฐานะผลไม้อย่างดีชนิดหนึ่งแล้วเรายังนำกล้วยสุก ไปประกอบ หรือทำเป็นอาหารหวานชนิดต่าง ๆ ได้สารพัด เช่น กล้วยบวชชี กล้วยเชื่อม กล้วยแขก ข้าวเม่าทอด ข้าวต้มผัด กล้วยกวน ขนมกล้วย เป็นต้น นอกจากนี้อาจทำเป็นกล้วยคืนรูปโดยนำกล้วยสุก ไปลวกน้ำร้อน แล้วนำไปตากให้แห้ง เก็บไว้นาน ๆ เมื่อต้องการใช้ก็นำมาลวกน้ำร้อนอีกครั้งจะคืนสภาพ เหมือนกล้วยสุก ทั่วไป นำไปประกอบอาหารได้ตามวัตถุประสงค์
กล้วยกับการนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ
ต้นกล้วย ใช้ประโยชน์โดยตรงได้หลายอย่าง เช่น นำมาเสียบเรียงติดต่อกันหลาย ๆ ต้น ทำเป็นแพล่องไปในน้ำได้สบาย ๆ หรือไม่ก็ให้เด็กใช้ในการฝึกว่ายน้ำ ในค่ายมวยหลายแห่งใช้ต้นกล้วยที่ตัดเครือแล้ว มาให้นักมวยฝึกซ้อมต่างกระสอบทรายไม่ว่าจะเตะ ต่อย ตีศอก ตีเข่า ได้ทั้งนั้น ในภาคอีสานหลายจังหวัดใช้ต้นกล้วยผูกเชือกหัว-ท้าย ลากในแปลงนาให้ผิวหน้าดินเรียบในการไถคลาดก่อนการหว่านกล้า บางแห่งใช้ต้นกล้วย และกาบกล้วยสด มาสลักหรือที่เรียกว่า การแทงหยวกประดับหีบศพ หรือเมร
ุ
ุ
กาบกล้วย นอกจากนำไปฉีกเป็นเส้นตากให้แห้งทำเป็นเชือกที่เรียกว่า เชือกกล้วย ใช้มัดสิ่งของต่างๆ แล้วอาจนำมาสาน หรือถักทอ ประดิษฐ์เป็นของใช้ของตกแต่ง หรือของเล่นชนิดต่าง ๆ ได้ ผลกล้วย กล้วยน้ำว้าสุก ฝานบาง ๆ ใช้ปิดรูรั่วหลังคาสังกะสี ทนเป็นปี ดีนักแล
ใบกล้วย (ใบตอง) ทั้งใบตองสดหรือใบตองแห้งนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ใบตองสด สามารถนำมาทำกระทง บายศรี หรือนำมาห่อขนมต่าง ๆ หรือนำมารีดให้แห้งเพื่อนำมาใช้มวนบุหรี่สูบ
กล้วยกับการนำมาใช้เป็นยารักษาโรค
บรรพบุรุษเผ่าพันธุ์ไทย มีภูมิปัญญาอันชาญฉลาด ได้นำส่วนต่าง ๆ ของกล้วยมาใช้รักษาโรค ซึ่งปัจจุบัน ยังคงใช้อยู่บ้าง เช่น ยางกล้วยใช้รักษาบาดแผลสด
ถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ใช้กล้วยหักมุกดิบบดเป็นผงรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา วันละ 4 ครั้ง หรือใช้กล้วยน้ำว้าสุกงอม รับประทานครั้งละ 2 ผลก่อนอาหาร 1-2 ชั่วโมง วันละ 3 ครั้ง จะช่วยผ่อนคลายหนักเป็นเบาได้
ถ้าท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้กล้วยสุกตากแห้งแล้วบดให้ละเอียด รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ 4 เวลา ก่อนอาหาร และก่อนนอน รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 7-10 วัน
ถ้าเป็นบิดเรื้อรัง ใช้กล้วยห่ามครึ่งผลผสมกับน้ำมะขามเปียก และเกลือ 1 ช้อนชา รับประทานวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ช้อนชา
ถ้าต้องการมีอายุวัฒนะ อาจใช้กล้วยสุกงอมกับน้ำผึ้งเดือนห้า รับประทานครั้งละ 1-2 ผล หรือกล้วย สุกงอมหนึ่งหวีผสมกับมะตูมสุก 5 ผล บดผสมกับน้ำผึ้งเดือนห้า ปั้นเป็นเม็ดเท่าเมล็ดพุทรา รับประทาน ครั้งละ 1-2 เม็ดก่อนนอน หรือใช้กล้วยน้ำ หรือกล้วยน้ำว้าสุกงอมแช่น้ำผึ้ง 20 วัน แล้วรับประทานวันละ 1 ผลเป็นต้น
นอกจากจะใช้เป็นยารักษาโรคดังกล่าวมาแล้วกล้วยยังนำมาเสริมสร้างสุขภาพของมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น คั้นน้ำจากต้นกล้วยใช้ทากันผมร่วงก็ได้ เปลือกกล้วยหอมสุกใช้ด้านในถูส้นเท้าหรือฝ่าเท้าที่แตก วันละ 3-4 ครั้ง เหง้ากล้วยน้ำว้า 1 กำมือ ต้ม 10-15 นาที ดื่มวันละ 4-5 ครั้ง ทำให้ถ่ายปัสสาวะดีขึ้น
ทิศทางพืช"พลังงานทดแทน"ของไทย
ขณะนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง น้ำมัน ดิบมีราคาต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยปรับตัวลดลงตามไปด้วย
ย้อนไปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเฉียด 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รัฐบาลต้องเร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในระยะสั้นรัฐบาลได้ใช้มาตรการในด้านภาษี ส่วนระยะยาวก็คือ การหาพลังงานทดแทน และที่มีความเป็นไปได้สูงก็คือ พลังงานทดแทนจากพืช ดังนั้นรัฐบาลจึงคลอดยุทธศาสตร์พืชพลังงานทดแทนออกมา
เมื่อราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์พืชพลังงานทดแทนหรือไม่อย่างไร??
นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ จะดำเนินการตามแผนส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน ตามยุทธศาสตร์พืชพลังงานทดแทนต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติชัดเจน ให้กระทรวงการคลังสนับสนุนงบประมาณเพื่อผลักดันพืชพลังงาน ในส่วนของอ้อยประมาณ 13,000 ล้านบาท มันสำปะหลังประมาณ 9,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงบประมาณเพื่อการสนับสนุนงานวิจัย ซึ่งพืชพลังงานถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯที่จะขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
สำหรับพืชพลังงานทดแทนที่เหมาะกับประเทศไทยมากที่สุดนั้น จากการศึกษาวิจัยมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีพบว่า มันสำปะหลังและอ้อยจัดเป็นพืชที่มีแนวโน้มในการนำมาผลิตเอทานอลได้มากที่สุด เนื่องจากเป็นพืชที่มีการปลูกภายในประเทศ เกษตรกรมีความชำนาญในการปลูก หากมีการนำเทคโนโลยีเข้าไปส่งเสริมแล้วการเพิ่มผลผลิตจะทำได้ไม่ยาก
การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์พืชพลังงานของรัฐบาลนั้น กรมวิชาการเกษตรถือเป็นหน่วยงานหลักหน่วยงานหนึ่งที่ได้ดำเนินงานในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดี กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้ปรับกระบวนการวิจัยด้านการเกษตรของประเทศใหม่ เพื่อรองรับอนาคต โดยหวังผลงานวิจัยว่า จะต้องมีผู้นำไปใช้ให้ได้มากที่สุด โดยได้ตั้งเป้างานวิจัยทางการเกษตร เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจของชาติ โดยเน้นเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต หากเป็นพืชเศรษฐกิจจะต้องเน้นการปรับปรุงคุณภาพ เพื่อการส่งออก ทั้งนี้กลุ่มที่เน้นหนักคือ "พืชพลังงาน"
น่าจะได้รับผลกระทบ ราคาน้ำมันเบนซินในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 ณ สถานีบริการน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ยังคงมีราคาสูงกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ โดยน้ำมันเบนซินออกเทน 91 มีราคาเฉลี่ย 22.99 บาทต่อลิตร และน้ำมันเบนซินออกเทน 95 มีราคาเฉลี่ยระหว่าง 26.99-27.99 บาทต่อลิตร
ถึงกระนั้นก็ตามน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ก็ยังมีราคาถูกกว่ามากเมื่อเทียบกับน้ำมันที่มีค่าออกเทนเท่ากัน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 17.49 บาทต่อลิตร ถูกกว่าน้ำมันเบนซินออกเทน 91 กว่า 5.50 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 18.25 บาทต่อลิตร ถูกกว่าน้ำมันเบนซินออกเทน 95 เกือบ 10.00 บาทต่อลิตร และยิ่งนำไปเปรียบเทียบกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E-20 ซึ่งราคาลิตรละ 16.99 แล้ว น้ำมัน E-20 จะมีราคาถูกกว่าถึง 11 บาทต่อลิตร จากราคาน้ำมันดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แม้ราคาน้ำมันเบนซินจะมีราคาลดลงกว่าเดิมมาก ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ก็ลดลงมากเช่นเดียวกัน และยังถูกกว่าราคาน้ำมันเบนซินประมาณ 5-10 บาทต่อลิตร หากช่วงห่างราคาน้ำมันทั้ง 2 ประเภท เป็นเช่นนี้ เชื่อว่า ประชาชนก็ยังใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์เช่นเดิม และในทางตรงข้ามยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ล้วนจะผลิตออกมาเพื่อรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทั้งสิ้น
ดังนั้นจากเหตุผลข้างต้นดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่า ยุทธศาสตร์พืชพลังงานทดแทนของประเทศ จะไม่สะดุดแน่นอน แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะลดลงก็ตาม เพราะพืชพลังงานไม่ใช่แค่จะสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศเท่านั้น แต่ยังจะทำให้ช่วยพี่น้องเกษตรกรขายผลผลิตอ้อยและมันสำปะหลังได้ในราคาที่ยุติธรรม สามารถลดมลพิษในอากาศ ลดดุลการค้าระหว่างประเทศ และมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินทั่วไปอีกด้วย
ราคาน้ำมันที่ลงลดอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเรื่องพลังงานทดแทนมีความมั่นใจกันว่าน่าจะไม่กระทบต่อยุทธศาสตร์พืชพลังงานของไทย และความฝันที่จะผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นโอเปกด้านพืชพลังงานแห่งที่ 2 ของโลกรองจากประเทศบราซิลนั้นก็ยังคงเป็นความหวังที่สามารถมองเห็นรูปธรรมอยู่
ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
การท่องเที่ยวเชิงเกษตร..มีด้วยหรือ??
จากการที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร มีสวนพืชดอก พืชผล และแหล่งปศุสัตว์ ทั่วทุกภูมิภาค สถานที่เหล่านี้แท้จริงมีความน่าสนใจไม่แพ้แหล่งท่องเที่ยวที่รับทราบและคุ้นเคยกันดี จึงเป็นที่มาของกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายเส้นทางให้กว้างขึ้นในอีกลักษณะหนึ่ง การท่องเที่ยวเชิงเกษตร แต่เดิมได้เริ่มจากการที่เราต่างเคยแวะเยี่ยมชมสวนเกษตรของเพื่อนสนิทในลักษณะกลุ่มใหญ่ ได้รับรู้ ได้เห็นการเพาะปลูก การดูแลเอาใจใส่ การเก็บเกี่ยว ครั้นเมื่อพิจารณาจะพบว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจ จึงได้มีการพัฒนามาเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ประโยชน์ที่ได้รับ
ผลจากการท่องเที่ยวเชิงเกษตรนับว่าเป็นการสร้างรายได้โดยตรงให้กับเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ผลิต นักท่องเที่ยวเดินทางเยี่ยมชมแล้ว ยังได้ซื้อผลิตผลต่าง ๆ ที่เกษตรกรได้จัดทำในอาชีพปกติ เช่น
1.) สามารถจำหน่ายต้นอ่อนและเมล็ดพันธุ์ เพื่อนักท่องเที่ยวซื้อกลับไปทดลองปลูกหรือไม่บางคนอาจนำไปขยายอาชีพเสริมต่อ เป็นเกษตรกรใหม่เพิ่มขึ้น เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ได้
2.) สามารถขายผลผลิตที่เก็บได้ส่งให้กับนักท่องเที่ยวโดยตรง ช่วยขยายตลาดขายปลีกและขายส่งให้กับเกษตรกรได้
3.) ผลผลิตบางชนิดที่จำหน่ายสดไม่ทันสามารถแปรรูปเป็นผลผลิตอีกรูปแบบหนึ่ง จัดทำเป็นของแห้ง เป็นการถนอมอาหาร จำหน่ายให้นักท่องเที่ยวเป็นรายได้ที่เพิ่มพูนจากเดิม 4.) มีส่วนแนะนำธุรกิจการเกษตรเพิ่มขึ้นนักท่องเที่ยวและเกษตรกรที่ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด สามารถช่วยขยายผลจากการทำการเกษตรต่อไปทางธุรกิจอื่น ๆ ได้อีก นับเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพเพิ่มขึ้น อาทิ การทำธุรกิจผลไม้สดกับเครื่องจักสาน เครื่องบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น 5.) การจัดการท่องเที่ยวแวะพัก ชมสวนเกษตร ยังทำให้เพื่อนบ้านสามารถขาย
สินค้า ทั้งจากสวนเกษตร และสินค้าจำพวกอาหาร เครื่องดื่มได้เพิ่มขึ้น
ประเภทแหล่งท่องเที่ยว
ในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแต่ละแห่งจะมีกิจกรรมที่จะให้บริการนักท่องเที่ยวหลาย ๆ กิจกรรม แล้วแต่สภาพจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรแต่ละแห่ง ได้แก่
1.) ประเภทนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมระยะสั้น ได้แก่ การเข้าชมสวนเกษตร โดยนักท่องเที่ยวอาจเก็บผลผลิตในสวนหรือซื้อผลผลิตโดยเลือกเก็บได้ และทำกิจกรรมพื้นบ้านระยะสั้น ร่วมกับชาวบ้าน เช่น
ขี่ควาย นั่งเกวียน และอื่น ๆ
2.) ประเภทให้นักท่องเที่ยวพักแรมในหมู่บ้าน การให้นักท่องเที่ยวพักแรมในหมู่บ้านเพื่อศึกษา และสัมผัสกับชีวิตของชาวชนบทเกษตรโดยนักท่องเที่ยวจะได้รับบริการที่อบอุ่น ปลอดภัย สะดวกและสะอาด
3.) ประเภทอบรมให้ความรู้เกษตรแผนใหม่และความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน การทำการเกษตรแผนใหม่ เช่น การปลูกและการดูแลรักษา การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อาจมีการให้ใบประกาศนียบัตรด้วย การเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การศึกษาแมลงที่มีประโยชน์ พืชผักพื้นเมืองที่กินได้ การทำน้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลโตนด ฯลฯ
4.) ประเภทจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์เกษตรสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านของเกษตร กร ของใช้และของที่ระลึกต่าง ๆ ผลไม้สด ดอกไม้สด เมล็ดพันธุ์พืชที่น่าสนใจให้นักท่องเที่ยวซื้อไปปลูก
5.) ประเภทให้ลู่ทางธุรกิจ ช่วงที่ธุรกิจอื่น ๆ ประสบปัญหาจากธุรกิจตกต่ำ ให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อหาลู่ทางในการทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร เพราะเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนเร็ว การท่องเที่ยวในลักษณะนี้นอกจากจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้แก่เกษตรกรแล้วยังเป็นหนทางที่ช่วยภาคเอกชนที่รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอีกด้วย
รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทดังนี้
1.) แบบกิจกรรมรายบุคคล ได้แก่ การนำเที่ยวชมสวนของเกษตรกรรายบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เช่น สวนทุเรียน มังคุด สวนไม้ดอกไม้ประดับ หรือแม้แต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ผู้เยี่ยมชมจะได้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต การจัดการ การตลาดแล้วยังสามารถซื้อผลผลิตต่าง ๆ ที่ทางสวนจัดขึ้นอีกด้วย 2.) กิจกรรมการท่องเที่ยวตามฤดูกาลหรือเทศกาล เช่น การจัดงานวันทุเรียนโลก งานวันเงาะโรงเรียนทุ่งทานตะวันบาน ทุ่งดอกปทุมมา ซึ่งการท่องเที่ยวแบบนี้จะมีขึ้นเฉพาะในช่วงที่มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเกษตรเท่านั้น 3.) กิจกรรมการท่องเที่ยวตามชุมชนหรือหมู่บ้านเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรในชุมชน ร่วมกันจัดตั้ง บริหาร และจัดการท่องเที่ยว โดยกรมส่งเสริมการเกษตรให้ความร่วมมือสนับสนุนในการจัดทำโครงสร้างทางกายภาพ การจัดภูมิทัศน์ การให้แนวความคิดในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับพื้นที่และความสามารถของเกษตรกรในชุมชน
1.) แบบกิจกรรมรายบุคคล ได้แก่ การนำเที่ยวชมสวนของเกษตรกรรายบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เช่น สวนทุเรียน มังคุด สวนไม้ดอกไม้ประดับ หรือแม้แต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้ผู้เยี่ยมชมจะได้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต การจัดการ การตลาดแล้วยังสามารถซื้อผลผลิตต่าง ๆ ที่ทางสวนจัดขึ้นอีกด้วย 2.) กิจกรรมการท่องเที่ยวตามฤดูกาลหรือเทศกาล เช่น การจัดงานวันทุเรียนโลก งานวันเงาะโรงเรียนทุ่งทานตะวันบาน ทุ่งดอกปทุมมา ซึ่งการท่องเที่ยวแบบนี้จะมีขึ้นเฉพาะในช่วงที่มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับการเกษตรเท่านั้น 3.) กิจกรรมการท่องเที่ยวตามชุมชนหรือหมู่บ้านเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรในชุมชน ร่วมกันจัดตั้ง บริหาร และจัดการท่องเที่ยว โดยกรมส่งเสริมการเกษตรให้ความร่วมมือสนับสนุนในการจัดทำโครงสร้างทางกายภาพ การจัดภูมิทัศน์ การให้แนวความคิดในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับพื้นที่และความสามารถของเกษตรกรในชุมชน
“เกษตรอินทรีย์” ทางเลือกหรือทางรอดของเกษตรกรไทย
เกษตรอินทรีย์
คือ ระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมรักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายของทางชีวภาพโดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยา ที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนต่าง ๆ ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรมที่อาจเกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม เน้นการใช้อินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และ ปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามารถ ต้านทานโรคและแมลงด้วยตนเอง รวมถึงการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ด้วย ผลผลิตที่ได้จะปลอดภัยจากสารพิษตกค้างทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคและไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอีกด้วย (กรมวิชาการเกษตร) เกษตรอินทรีย์
คือ การทำการเกษตรที่เลียนแบบธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ หัวใจของการทำการเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ดิน กระบวนการปรับปรุงดินที่ตายแล้วคืนสู่ดินมีชีวิต จะไม่มีความยากลำบากใด ๆ เลยต่อเกษตรกรที่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนจากเกษตรกรรมอันมืดมน มาสู่เกษตรกรรมที่รุ่งเรือง ก้าวหน้า และมีสุขภาพพลานามัย หรือคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้การเปลี่ยนแปลงตามปกติ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เมื่อปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่ง เมื่อดินได้ถูกปรับสภาพแล้ว ผลผลิตของเกษตรอินทรีย์จะผิดไปจากเกษตรกรรมเคมีโดยสิ้นเชิง คือ รสชาดอร่อย เก็บไว้ได้นาน น้ำหนักดี สีสวย ไร้สารพิษ ปราศจากอันตรายต่อชีวิตผู้ผลิต และผู้บริโภค ผลไม้บางชนิด และหลายชนิด เมื่อดินถูกปรับสภาพจะทำให้ผลผลิตดกตลอดปี เศรษฐกิจดีกว่าเก่า ปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชจะลดลง เพราะจุลินทรีย์จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ภูมิต้านทานธรรมชาติ ใบอ่อนของพืชจะไม่ถูกทำลาย ใบแก่ที่ขาดภูมิต้านทานธรรมชาติอาจถูกทำลายจากศัตรูพืชบ้าง
เป็นระบบการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในการปรับปรุงบำรุงดิน ไม่ใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช ตลอดจนไม่ใช้ฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ ระบบนี้เน้นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและของชีวภาพ คือดินที่มีจุลินทรีย์ และสิ่งที่มีชีวิตเล็ก ๆ ในดินที่เป็นประโยชน์ในปริมาณที่มาก เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เกษตรธรรมชาติ (Natural Agriculture) ตามแบบของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะของนายยาซาโนมุ ฟูกุโอกะ นักธรรมชาติวิทยาที่คำนึงถึงระบบนิเวศน์มาก ได้ทำฟาร์มเกษตรธรรมชาติ โดยมีหลักการใช้คำว่า “ไม่ 4 ตัว” คือ “ไม่ไถพรวน” “ไม่ใส่ปุ๋ย” “ไม่ป้องกันกำจัดศัตรูพืช” “ไม่กำจัดวัชพืช” โดยหยุดการแทรกแซงธรรมชาติโดยสิ้นเชิง กระทำตนให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ เองก็มี “ 4 ไม่” เช่นกัน คือ “ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี” “ไม่ใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช” “ไม่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช” และไม่ใช้ฮอร์โมนกระตุ้นความเจริญเติบโตของพืช
เกษตรอินทรีย์ คือ การทำการเกษตรที่เลียนแบบธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ หัวใจของการทำการเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ดิน กระบวนการปรับปรุงดินที่ตายแล้วคืนสู่ดินมีชีวิต จะไม่มีความยากลำบากใด ๆ เลยต่อเกษตรกรที่มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนจากเกษตรกรรมอันมืดมน มาสู่เกษตรกรรมที่รุ่งเรือง ก้าวหน้า และมีสุขภาพพลานามัย หรือคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้การเปลี่ยนแปลงตามปกติ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เมื่อปฏิบัติไปได้สักระยะหนึ่ง เมื่อดินได้ถูกปรับสภาพแล้ว ผลผลิตของเกษตรอินทรีย์จะผิดไปจากเกษตรกรรมเคมีโดยสิ้นเชิง คือ รสชาดอร่อย เก็บไว้ได้นาน น้ำหนักดี สีสวย ไร้สารพิษ ปราศจากอันตรายต่อชีวิตผู้ผลิต และผู้บริโภค ผลไม้บางชนิด และหลายชนิด เมื่อดินถูกปรับสภาพจะทำให้ผลผลิตดกตลอดปี เศรษฐกิจดีกว่าเก่า ปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชจะลดลง เพราะจุลินทรีย์จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ภูมิต้านทานธรรมชาติ ใบอ่อนของพืชจะไม่ถูกทำลาย ใบแก่ที่ขาดภูมิต้านทานธรรมชาติอาจถูกทำลายจากศัตรูพืชบ้าง
วิธีการของเกษตรอินทรีย์
1. ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น เช่น ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ และยาปราบศัตรูพืช
2. มีการไถพรวนระยะเริ่มแรก และลดการไถพรวนเมื่อปลูกไปนาน ๆ เพื่อรักษาสภาพโครงสร้างของดิน
3. มีการเปลี่ยนโครงสร้างของดินตามธรรมชาติ คือมีการคลุมดินด้วยใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ฟางแห้ง วัสดุอื่น ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น เพื่อรักษาความชื้นของดิน 4. มีการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และปุ๋ยพืชสด
5. มีการเติมจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่มีประโยชน์
6. มีการเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วย เช่น เทคนิคการปลูก การดูแลเอาใจใส่ การขยายพันธุ์พืช การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ การให้น้ำ ตลอดจนการเก็บเกี่ยว
7. มีการปลูกอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่า แห้งแล้ง ทำให้โครงสร้างของดินเสีย จุลินทรีย์ จะตาย อย่างน้อยให้ปลูกพืชคลุมดินชนิดใดก็ได้
8. มีการป้องกันศัตรูพืช โดยใช้สารสกัดธรรมชาติ เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้ ยาสูบ โล่ตี้น และพืชสมุนไพรอื่น ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น
ดังนั้น วิธีการเกษตรอินทรีย์ จึงมิใช่เกษตรกรรมของคนขี้เกียจ ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ต้องมีความมานะพยายาม ขยัน เอาใจใส่ อดทน ประหยัด ส่งเสริมการเกษตรผสมผสาน และไร่นาสวนผสม
หลักการผลิตพืชเกษตรอินทรีย์ และการปรับปรุงดิน
1. ไม่เผาตอซัง 2. ใช้ปุ๋ยคอก, ปุ๋ยหมัก
3. ใช้ปุ๋ยพืชสด
4. ใช้ปุ๋ยชีวภาพ
5. ใช้วิธีผสมผสาน ระบบการปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด และเกื้อกูลกัน
คุณภาพของผลผลิตเกษตรอินทรีย์
1. รสชาดดี
2. สีสวย
3. น้ำหนักดี
4. เก็บไว้ได้นาน
5. มีคุณค่าทางโภชนาการ
6. เพิ่มผลผลิตสูงขึ้น
ที่มา http://www.surin.go.th/kaset2.htm
มกท คืออะไร
- เป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้ “มูลนิธิมาตรฐานเกษตรอินทรีย์” ซึ่งจดทะเบียนมูลนิธิเมื่อ 21 กันยายน พ.ศ.2544
- ทำหน้าที่ตรวจสอบและให้การรับรอง ผลิตผล/ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ตามมาตรฐานของ มกท.
- เป็นสมาชิก “สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ” (International Federation of Organic Agriculture Movements – IFOAM) ซึ่งมีสมาชิกในประเทศต่าง ๆ กว่า 100 ประเทศทั่วโลก
มกท มีความเป็นมาอย่างไร
- พ.ศ. 2538 เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (Alternative Agricultural Network – AAN) ซึ่งมาจากแนวคิดเกษตรทางเลือก /ตลาดทางเลือก และการรวมตัวของเกษตรกร องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้บริโภค และร้านค้าเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกันจัดตั้ง “สภามาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมทางเลือก” ขึ้นเพื่อสนับสนุนให้เกิดระบบเกษตรกรรมที่ลดการใช้สารเคมีและลดการพึ่งพิงปัจจัยจากภายนอก และร่าง “มาตรฐานผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมทางเลือก” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2539
- พ.ศ. 2541 จัดตั้งเป็น “สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.)” และปรับปรุงมาตรฐานให้เป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ครั้งแรก คือ “มาตรฐาน มกท. 2542” และพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
เกษตรอินทรีย์ หมายรวมถึง เกษตรธรรมชาติ และ เกษตรนิเวศ ด้วย มีหลักการและความมุ่งหมายที่สำคัญดังนี้
- พัฒนาระบบการผลิตไปสู่แนวทางเกษตรผสมผสานที่มีความหลากหลายของพืชและสัตว์
- พัฒนาระบบการผลิตที่พึ่งพาตนเองในเรื่องของอินทรียวัตถุและธาตุอาหารภายในฟาร์ม
- ฟื้นฟูและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยพืชสดอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ทรัพยากรในฟาร์มมาหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- รักษาความสมดุลของระบบนิเวศในฟาร์มและและความยั่งยืนของระบบนิเวศโดยรวม
- ป้องกันและหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
- สนับสนุนระบบการผลิตและกระบวนการจัดการทุกขั้นตอน ที่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม
- ยึดหลักการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูปที่เป็นวิธีการธรรมชาติ ประหยัดพลังงาน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
http://www.actorganic-cert.or.th/produce.php
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

















