วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กษัตริย์ เกษตร ไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์เกษตร นักพัฒนาและนักคิดค้น ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก นับแต่เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นต้นมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้วยพระราชหฤทัยมุ่งมั่น เพื่อบำบัดความทุกข์ยากและเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ยากไร้ด้อยโอกาสในชนบทที่ห่างไกล ซึ่งนับเป็นพระราชภาระอันยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงระลึกเสมอว่าทุกข์ของประชาชนคือทุกข์ของพระองค์ จึงทรงคิดค้นหาแนวทางการพัฒนาด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกหมู่เหล่าทั่วราชอาณาจักร อันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยทอดทิ้งประชาชน

ทุกวันนี้พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อหนุนสงเคราะห์ประชาชน และช่วยเหลือประเทศชาตินั้น มีอยู่หลากหลายนานัปการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นับเป็นลักษณะพิเศษเฉพาะในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ที่ทรงใกล้ชิดกับพสกนิกรทุกหมู่เหล่า และทรงรับเอาเป็นพระราชภาระในการที่จะขจัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศทั่วหน้ากัน จนมีคำกล่าวกันว่า ไม่มีพื้นที่ตารางนิ้วใดบนแผ่นดินไทยนี้ ที่ไม่เคยเสด็จฯ ไปถึงเพื่อพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎร

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีจำนวนกว่า 3,000 โครงการฯ นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกใช้วิธีการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ ที่จะให้ราษฎรสามารถพึ่งตนเองได้ทั้งในทางเศรษฐกิจ และสังคม เป็นขั้นเป็นตอน ประหยัดด้วยมรรควิธีที่นุ่มนวล กระชับและเรียบง่าย ตลอดจนสะดวกต่อการยอมรับโดยทรงวางโครงการอย่างสอดคล้องกับภูมิสังคมของแต่ละแห่งหน พร้อมทั้งมีการบริการแบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว คือ ประชาชนสามารถเข้ามารับบริการได้ ณ ที่แห่งเดียวอย่างครบวงจรและสามารถน้อมนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการทดลองวิจัย ที่มีไม่น้อยกว่า 689 เรื่อง ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่งที่ทรงให้จัดตั้งขึ้นตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการศึกษาค้นคว้า วิจัย ตลอดจนแสวงหาแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและการประกอบอาชีพของราษฎร พร้อมนำผลสำเร็จของการพัฒนาออกสู่พื้นที่ของเกษตรกรโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ราษฎรมีความเป็นอยู่อย่างพอมี พอกิน และพอเพียงควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานแผนงานและความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามพระราชดำริ

และทุกครั้งยามที่ประเทศชาติเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจขึ้นมา ประชาชนทั่วทั้งประเทศประสบกับภาวะข้าวยากหมากแพง โครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็ได้เข้ามาเป็นเข็มทิศชี้นำให้ผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินสามารถพลิกฟื้นคืนความเป็นอยู่พร้อมทั้งใช้เป็นรากฐานในงานอาชีพพัฒนาการผลิตเพื่อการยังชีพไปจนถึงเชิงพาณิชย์ แล้วสามารถเงยหน้าขึ้นมาสู้ชีวิตอย่างมีอนาคตแทบทุกครั้งไป อันหมายรวมถึงช่วงขณะนี้ของสภาพความเป็นจริงในสังคมไทยด้วย

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างล้นพ้นที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถทรงมีน้ำพระราชหฤทัยพระเมตตาตลอดจนการทรงงานอย่างหนักตรากตรำอย่างต่อเนื่องและทรงเสียสละทุ่มเทพระวรกายเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขและทรงขจัดความทุกข์ยากเดือดร้อนลำเค็ญให้กลับกลายเป็นความอยู่ดีมีสุขแก่ทวยราษฎร์ มิใช่เพียงขจรไปทั่วแผ่นดินไทยหากยังเป็นที่ทราบและประจักษ์ไปทั่วโลกจนได้รับสมญานามว่า ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก




ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2550
http://www.kokomax.com/

เกษตรผสมผสาน

เกษตรตามแนว "ทฤษฎีใหม่"

ทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบาก ให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก
                 การดำเนินงานตามทฤษฎีใหม่มี 3 ขั้นตอน คือ
1 ) การผลิต ให้พึ่งตนเองด้วยวิธีง่าย ค่อยเป็นค่อยไปตามกำลัง ให้พอมีพอกิน
2 ) การรวมพลังกันในรูปแบบ หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกัน ในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา
3 ) การดำเนินธุรกิจโดยติดต่อ ประสานงาน จัดหาทุนหรือแหล่งเงิน

               ในขั้นแรกที่เป็นการผลิต ถือเป็นขั้นสำคัญที่สุด ให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 หมายถึง
ขุดสระเก็บกักน้ำพื้นที่ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปี โดยเก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ และพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด โสน ฯลฯ
ปลูกข้าวพื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เป็นการลดค่าใช้จ่าย และสามารพึ่งตนเองได้
ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผักพื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พืชสมุนไพร ฯลฯ อย่างผสมผสานกัน และหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลิอจากการบริโภคก็นำไปขายได้
เป็นที่อยู่อาศัย และอื่นๆพื้นที่ประมาณ 10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่น๐ รวมทั้งคอกเลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร ฯลฯ
  • หลักการและแนวทางสำคัญในการดำเนินงานเกษตรตามแนว "ทฤษฎีใหม่" ที่ควรทราบมีดังนี้
    - เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน
    - ต้องมีพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนาข้าว เพราะข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนต้องปลูก เพื่อให้มีข้าวพอบริโภคตลอดทั้งปี
    - ต้องมีน้ำสำรองไว้ใช้เพียงพอตลอดปี เพื่อการเพาะปลูกในระยะฝนทิ้งช่วง หรือในฤดูแล้ง
    - ใช้อัตราส่วน
    30 : 30 : 30 : 10 ในการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ไม่ว่าจะมีพื้นที่ถ์อครองน้อยกว่าหรือมากกว่า 15 ไร่ คือ
    30  % ใช้ขุดสระเก็บกักน้ำ
    30  %  ใช้ปลูกข้าว
    30  %  ใช้ปลูกพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ ไม้ยืนต้น
    10  %   ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ
  • ประโยชน์ของ "ทฤษฎีใหม่ สรุปได้ดังนี้
    - ประชาชนพออยู่พอกินในระดับประหยัด เลี้ยงตนเองได้ ไม่อดอยาก ตามหลักปรัชญาของ "เศรษฐกิจพอเพียง"
    - ในหน้าแล้งก็สามารถนำน้ำที่เก็บกักไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยชลประทาน
    - ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยได้
    - ในกรณีที่เกิดอุทกภัย ก็สามารถฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนัก
              ในการจัดการเกษตรตามแนว "ทฤษฎีใหม่" ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ประเด็นสำคัญ คือ การพึ่งตนเอง ประหยัด และมัธยัสถ์ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง โดยการจัดการแบ่งพื้นที่ให้สัมพันธ์ และเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน น้ำ แรงงาน และรักษาสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้น อันจะนำไปสู่การผลิตที่เกิดรายได้ และสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน.